จำนวนเคสทั้งหมด
877
เคสความรุนแรงในครอบครัว
จังหวัดที่พบมากสุด
กรุงเทพมหานคร
95 เคส
ปัจจัยอันดับ 1
ยาเสพติด
433 เคส (49.4%)
สัดส่วนผู้ถูกกระทำ (เพศ)
117 : 479
ชาย 20% / หญิง 80%
💡 Key Insights: ความเป็นจริงที่ตัวเลขไม่ได้บอกทั้งหมด
ใครเสี่ยงที่สุด?
ชายวัยทำงาน (36-59 ปี) คือกลุ่มผู้กระทำหลัก | หญิงวัยทำงาน คือเหยื่อหลัก โดยผู้ก่อเหตุอันดับ 1 คือ "คู่ชีวิต/สามี"
เกิดที่ไหน เมื่อไหร่?
"บ้าน" คือพื้นที่อันตรายอันดับ 1 | จุดเดือดช่วง "บ่าย" (ตจว.) และ "ค่ำ" (กทม.) ตามบริบทวิถีชีวิต
สัญญาณเตือนคืออะไร?
ยาเสพติดและสุรา คือตัวจุดระเบิดหลัก ปลดล็อกพฤติกรรม "บันดาลโทสะ" และ "อำนาจปกครอง" เพื่อกดขี่คนในบ้าน
ใครคือผู้ส่งเสียง?
เหยื่อแจ้งเหตุเองเพียง 14.5% | ข้อมูลส่วนใหญ่มาจาก ตำรวจ, โรงพยาบาล, สายด่วน 1300 ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อบานปลายแล้ว
สถิตินี้เป็นเพียง ยอดภูเขาน้ำแข็ง (The Dark Figure of Crime) เนื่องจากสังคมไทยยังถูกพันธนาการด้วยมายาคติ "เรื่องของผัวเมียคนนอกไม่ควรยุ่ง" ทำให้เหยื่อถูกทิ้งให้อยู่กับผู้กระทำเพียงลำพัง
กำลังโหลดแผนที่...
Top 15 จังหวัดที่พบเหตุการณ์มากสุด
แสดงจำนวนเคสในแต่ละจังหวัด
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรงในครอบครัว (เรียงจากมากไปน้อย)
แหล่งที่ได้รับแจ้งเหตุ
ช่องทางการรับแจ้งเหตุมากที่สุด
การกระจายตามช่วงอายุ
จำนวนเคสแบ่งตามช่วงอายุ
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับเหยื่อ
รูปแบบความสัมพันธ์ที่พบเหตุการณ์มากที่สุด
เปรียบเทียบตามภูมิภาค
จำนวนเคสแบ่งตามภูมิภาค
สัดส่วนของเหยื่อแยกตามเพศ
สัดส่วนผู้เสียหายแบ่งตามเพศ
ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ
จำแนกตามช่วงเวลาในแต่ละวัน
Heatmap: สถานที่เกิดเหตุแยกตามช่วงเวลา
ความหนาแน่นของการเกิดความรุนแรงในแต่ละช่วงเวลา
6️⃣ 🏆 Grand Finale: บทสรุปภาพรวมและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
"ความรุนแรงในครอบครัว ไม่ใช่เพียงปัญหาการกระทบกระทั่งทั่วไป แต่เป็นอาชญากรรมเชิงโครงสร้างที่ถูกจุดชนวนด้วยสารเสพติดและแอลกอฮอล์ โดยมี 'มายาคติทางสังคม' เป็นกำแพงคุ้มครองผู้กระทำผิด... ถึงเวลาที่รัฐและสังคมต้องเลิกมองว่าเรื่องในบ้านคือเรื่องส่วนตัว เพราะความเงียบในวันนี้ อาจหมายถึงความสูญเสียในวันหน้า"
1. ใครเสี่ยงที่สุด?
"โครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยวภายในบ้าน"
- ผู้กระทำหลัก: เพศชายวัยทำงาน (36-59 ปี) คือกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงสูงสุด (239 เคส)
- เหยื่อที่ถูกปิดปาก: เพศหญิงในวัยทำงาน คือกลุ่มรับผลกระทบหลัก โดยผู้ก่อเหตุอันดับ 1 คือ "คู่ชีวิต / สามี" ยิ่งตอกย้ำว่ามายาคติเรื่องครอบครัวทำให้เหยื่อไม่กล้าส่งเสียงขอความช่วยเหลือ
2. เหตุเกิดที่ไหนและเมื่อไหร่?
เมื่อบ้านไม่ใช่ "เซฟโซน"
- จุดเกิดเหตุ: "สถานที่ส่วนบุคคล (บ้าน)" คือพื้นที่อันตรายอันดับ 1 ซึ่งสอดคล้องกับมายาคติที่สังคมมักเกรงใจไม่กล้าเข้าไปแทรกแซงพื้นที่ส่วนตัว
- เวลาจุดเดือด: พุ่งสูงช่วง "บ่าย" (ต่างจังหวัด) และช่วง "ค่ำ" (กทม.) ตามบริบทวิถีชีวิต
3. อะไรคือสัญญาณเตือน?
"สารเสพติด" และ "อำนาจนิยม"
- ตัวจุดระเบิด: ยาเสพติดและสุรา เข้าไปทำลายฟังก์ชันสมองและสติสัมปชัญญะ ปลดล็อกพฤติกรรม "บันดาลโทสะ (Rage)" และการอ้าง "อำนาจปกครอง (Authoritative)" เพื่อกดขี่คนในบ้าน
4. ใครคือผู้ส่งเสียง?
"สถิติสะท้อนความกลัว"
- ช่องว่างของการแจ้งเหตุ: เหยื่อแจ้งเหตุเองเพียง 14.5% เพราะถูกกรอบสังคมตราหน้าว่าการแจ้งความคือการ "ประจานครอบครัว"
- การพึ่งพามือที่สาม: ข้อมูลส่วนใหญ่มาจาก ตำรวจ, โรงพยาบาล และสายด่วน 1300 ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเหตุการณ์บานปลายจนบาดเจ็บสาหัสแล้วเท่านั้น
🏁บทสรุปส่งท้าย: "เพราะความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว"
"ข้อมูลสถิติ 877 เคสนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกราฟ แต่มันคือ 'เสียงตะโกนที่ไร้เสียง' ของเหยื่อที่ถูกกักขังอยู่ในบ้าน ข้อมูลพิสูจน์แล้วว่าระบบตั้งรับแบบเดิมล้มเหลว เพราะเรามักจะไปถึงเมื่อสายเกินไป...
ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 5 ข้อนี้ จึงไม่ใช่แค่การแก้กฎหมาย แต่คือการ 'รื้อถอนวัฒนธรรมความเงียบ'และสร้างระบบที่โปร่งใสพอที่จะทำให้พลเมืองดีกล้าขัดจังหวะความรุนแรง และทำให้เหยื่อมั่นใจว่ารัฐมีพื้นที่ปลอดภัยรออยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นเวลาบ่ายหรือค่ำก็ตาม"